เครื่องคำนวณภาระหนี้ต่อรายได้ (DTI)

อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ หรือ DTI คือสัดส่วนของรายได้ต่อเดือนที่ต้องเอาไปจ่ายหนี้ ธนาคารใช้ตัวเลขนี้ประเมินว่าคุณรับภาระเงินกู้เพิ่มไหวหรือไม่ และมีประโยชน์กับชีวิตส่วนตัวเช่นกัน ทั้งใช้เช็กสุขภาพการเงินของตัวเอง หรือก่อนตัดสินใจให้คนที่มีหนี้อยู่แล้วยืมเงิน

วิธีคิดคือรวมยอดผ่อนหนี้ทุกก้อนต่อเดือน หารด้วยรายได้ต่อเดือนก่อนหักภาษี แล้วคูณ 100 ได้ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์เดียวที่บอกความสามารถในการชำระหนี้ได้ชัดกว่าขนาดของหนี้ก้อนใดก้อนหนึ่ง

วิธีคำนวณ

DTI = (ยอดผ่อนหนี้รวมต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือนก่อนหักภาษี) × 100

ยอดผ่อนหนี้รวมต่อเดือน ได้แก่ ค่างวดเงินกู้ ค่างวดรถ ยอดขั้นต่ำบัตรเครดิต และภาระหนี้ประจำอื่น ๆ

รายได้ต่อเดือนใช้ตัวเลขก่อนหักภาษีและรายการหักต่าง ๆ นับเฉพาะรายได้ที่เข้าสม่ำเสมอ

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ปกติไม่นับใน DTI มาตรฐาน แต่ค่างวดสินเชื่อบ้านนับเป็นหนี้

ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น 30 หมายถึงรายได้ 30% ถูกผูกไว้กับการจ่ายหนี้แล้ว

ตัวอย่าง

สมมติมีรายได้เดือนละ 40,000 บาทก่อนหักภาษี ผ่อนรถเดือนละ 7,000 บาท และผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 5,000 บาท ยอดผ่อนรวมคือ 12,000 บาท ดังนั้น DTI = (12,000 ÷ 40,000) × 100 = 30%

ถ้ากำลังคิดจะกู้เพิ่มโดยมีค่างวดใหม่เดือนละ 6,000 บาท DTI จะขยับขึ้นเป็น (18,000 ÷ 40,000) × 100 = 45% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ให้กู้จำนวนมากเริ่มลังเล และงบใช้จ่ายของคุณเองก็จะตึงตามไปด้วย

ทำความเข้าใจผลลัพธ์

เกณฑ์คร่าว ๆ ที่นิยมใช้กัน คือ ต่ำกว่าประมาณ 36% ถือว่ายังจัดการไหว ช่วง 36–43% ควรเริ่มระวัง และเกิน 43% ผู้ให้กู้หลายรายมองว่าเสี่ยง ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวปฏิบัติไม่ใช่กฎหมาย แต่ละธนาคารและแต่ละประเทศใช้เกณฑ์ต่างกัน และค่าครองชีพของแต่ละคนก็สำคัญไม่แพ้กัน

ก่อนก่อหนี้ใหม่ ลองคำนวณ DTI แบบรวมค่างวดใหม่เข้าไปด้วย ถ้าตัวเลขที่ได้น่ากังวล การกู้น้อยลงหรือยืดระยะผ่อนให้นานขึ้นจะช่วยลดค่างวดและลดสัดส่วนลง

ถ้าคุณเป็นฝ่ายให้ยืม DTI ที่ตรงไปตรงมาของผู้ยืมช่วยให้กำหนดค่างวดที่เขาจ่ายไหวจริง สัญญาที่ตั้งบนตัวเลขที่จ่ายได้ มีค่ากว่าสัญญายอดใหญ่ที่สุดท้ายล้มกลางทาง

คำถามที่พบบ่อย

DTI เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

ไม่มีคำตอบทางการตัวเดียว แต่แนวปฏิบัติทั่วไปถือว่าต่ำกว่าราว 36% ยังสบาย และเกินประมาณ 43% เริ่มตึง เกณฑ์ของผู้ให้กู้แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และคนที่ค่าครองชีพต่ำอาจแบกหนี้ได้มากกว่าที่เกณฑ์บอก ให้ใช้ช่วงตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตัดสิน

ควรใช้รายได้ก่อนหรือหลังหักภาษี

DTI มาตรฐานใช้รายได้ก่อนหักภาษี ซึ่งเป็นวิธีที่ธนาคารส่วนใหญ่ใช้ แต่สำหรับวางแผนการเงินของตัวเอง ควรลองคิดเทียบกับรายได้สุทธิที่เข้ากระเป๋าจริงด้วย เพราะนั่นคือเงินที่ใช้จ่ายจริง ตัวเลขที่คิดจากรายได้สุทธิจะสูงกว่า

ค่าเช่าบ้านกับค่าน้ำค่าไฟนับเป็นหนี้ไหม

ในการคำนวณมาตรฐานไม่นับ เพราะ DTI นับเฉพาะภาระหนี้ เช่น เงินกู้และบัตรเครดิต ไม่รวมค่าครองชีพ ส่วนค่างวดสินเชื่อบ้านนับ เพราะเป็นหนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ให้กู้บางรายมีการประเมินความสามารถในการผ่อนแยกต่างหากที่ถามถึงค่าเช่าด้วย

บัตรเครดิตควรนับยอดเท่าไหร่เป็นยอดผ่อนต่อเดือน

ตามธรรมเนียมใช้ยอดชำระขั้นต่ำ เพราะเป็นจำนวนที่ถูกบังคับให้จ่าย แม้ปกติคุณจะจ่ายเต็มวงเงินทุกเดือน ยอดขั้นต่ำก็ยังเป็นภาระผูกพันสำหรับการคิด DTI ส่วนเงินที่จ่ายจริงต่อเดือนเป็นเรื่องของการวางงบอีกชั้นหนึ่ง

DTI สูงเกินไป ควรทำอย่างไร

มีสองทางที่ขยับตัวเลขได้ คือลดยอดผ่อนต่อเดือน หรือเพิ่มรายได้ วิธีที่ใช้ได้จริง เช่น โปะหนี้ก้อนเล็กสุดให้หมดเพื่อตัดค่างวดทิ้งหนึ่งรายการ รีไฟแนนซ์หรือยืดงวดเพื่อลดค่างวด และงดก่อหนี้ใหม่จนกว่าสัดส่วนจะลง การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สม่ำเสมอเห็นผลเร็วกว่าที่คิด

ให้เพื่อนยืมเงิน เกี่ยวอะไรกับ DTI

เกี่ยวโดยตรง เพราะ DTI ช่วยทำนายว่าจะได้เงินคืนหรือไม่ ถ้าเพื่อนที่มาขอยืมมีรายได้ครึ่งหนึ่งจมอยู่กับหนี้แล้ว เงินกู้ก้อนใหม่มีโอกาสสะดุดสูงไม่ว่าเจตนาจะดีแค่ไหน การคุยกันด้วยตัวเลข DTI เปลี่ยนเรื่องอึดอัดให้เป็นการคุยเรื่องความเป็นจริง และช่วยตั้งค่างวดที่พอดีตัว